Posted by siriporn on Dec 23, 2008 in
Uncategorized

กล้องดิจิตอล รุ่นใหม่ของสองค่ายคู่แข่งตลอดกาล ที่เหมือนจะตั้งใจออกมาชนกันในเวลาใกล้กัน คาดว่าคงมีหลายคนที่กำลังจะตัดสินใจว่าจะซื้อรุ่นเก่า หรือรอรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะของค่ายไหน แนะนำให้อ่านบทความก่อนหน้าที่เราได้พูดถึงส่วนเปลี่ยนแปลงของ Canon 450D จาก 400D และ Nikon D60 จาก D40X และก็ยังมีอีกหลายคนที่กำลังจะถามถึงความแตกต่างระหว่างคู่กัดตัวใหม่ Canon 450D และ Nikon D60 เหมือนกับที่ก่อนหน้านี้มีคำถามมากมายถึง 400D และ D40X เราจึงจับทั้งสองรุ่นมา เปรียบเทียบ กันในด้านต่างๆให้เห็นชัดๆกัน
ก่อนอื่น มาดูสเปก เปรียบเทียบ กันก่อน
ขนาดเซนเซอร์และความละเอียดภาพ
Canon 450D เพิ่มความละเอียดเป็น 12 ล้านพิกเซล โดยใช้ CMOS ส่วน D60 ยังคงใช้ CCD ความละเอียด 10 ล้านพิกเซลเท่า D40X แต่ถ้าดูขนาดของเซนเซอร์จะพบว่า D60 ขนาดใหญ่กว่า ทำให้ความหนาแน่นของเซนเซอร์น้อยกว่าของ Canon 450D ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อคุณภาพของภาพ แต่เนื่องจากทั้งสองรุ่นใช้เซนเซอร์ต่างชนิดกัน ก็คงต้องรอดูผลทดสอบจริงๆจึงจะสรุปได้
ระบบกำจัดฝุ่น
นิคอนเพิ่งจะเพิ่มระบบกำจัดฝุ่นเข้ามาในกล้องระดับนี้เป็นรุ่นแรก ส่วนแคนนอนมีใน 400D มาก่อน ระบบกำจัดฝุ่นของทั้งสองรุ่นประกอบด้วยระบบย่อยๆ 3 ระบบเหมือนกัน คือ ระบบสั่นที่เซนเซอร์ ระบบป้องกันการเกาะของฝุ่น และการกำจัดโดยใช้ซอฟต์แวร์ แต่มีความแตกต่างกันในระบบป้องกันการเกาะของฝุ่น คือ ของ D60 จะใช้ระบบ Airflow ใช้ลมเป่าป้องกันฝุ่นติดเซนเซอร์ ส่วน 450D ไม่มีระบบลม แต่มีการเคลือบสารป้องกันฝุ่นเกาะติด ก่อนหน้านี้เคยมีการทดสอบระบบพบว่าระบบของแคนนอนมีประสิทธิภาพไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนของ D60 ยังไม่มีผลการทดสอบ
Image Output
การประมวลผลภาพของ Canon 450D ใช้ CPU DIGIC III ตัวเดียวกับ 40D แปลงข้อมูลโดยใช้ 14-bit A/D Converter ส่วน Nikon D40 ใช้ตัวประมวลผล EXPEED กับ 12-bit A/D Converter ในส่วนตัวประมวลผลคงไม่สามารถเปรียบเทียบสเปกกันได้ แต่ส่วน A/D Converter ของ 450D เป็นแบบ 14 bit จึงมีความละเอียดกว่าของ D60
ระบบวัดแสง
เดิม Canon 400D จะไม่มีระบบวัดแสงเฉพาะจุด แต่ 450D มีการเพิ่มระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุด (Spot Metering) เข้าไป จึงมีโหมดทั้งหมด 4 โหมด ส่วน D60 ยังคงมี 3 โหมด แต่ Spot Metering ของ D60 จะมีความแม่นยำมากกว่าในเรื่องพื้นที่เพราะกินพื้นที่เพียง 2.5% ของเฟรม ในขณะที่ 450D กินพื้นที่ 4% ในเรื่องความแม่นยำในการวัด ทั้งสองค่ายต่างก็ใช้เทคโนโลยีของตัวเอง และอ้างว่าดีที่สุด เช่น นิคอนมีระบบ 3D Matrix Metering และแคนนอนก็มี Evalative 35-zone ตรงนี้ก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลนะครับ
โฟกัสอัตโนมัติ
เหมือนกับ D40X กล้องดิจิตอล D60 ยังคงมีจุดโฟกัสเพียง 3 จุด ต่างกับ Canon 400D และ 450D ที่มีจุดโฟกัสมากถึง 9 จุด ซึ่งก็ช่วยในเรื่องของการโฟกัสอัตโนมัติได้ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า ทำให้โอกาสที่เป้าหมายจะ out focus มีน้อยกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างตรงนี้จะไม่มีความสำคัญ ถ้าผู้ใช้เข้าใจหลักการล็อกโฟกัสของกล้อง ก็จะสามารถเลือกจุดโฟกัสที่ต้องการได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของภาพ
จอภาพ LCD
450D มีจอภาพขนาด 3 นิ้ว ซึ่งใหญ่กว่า D60 ที่มีขนาดเพียง 2.5 นิ้ว แต่ความละเอียดจอทั้งสองรุ่นเท่ากันที่ 230,000 พิกเซล จึงอาจทำให้ภาพที่มองบน 450D อาจมีความคมชัดน้อยกว่า D60
จอของทั้งสองรุ่นยังสามารถปิดเปิดเองได้อัตโนมัติเมื่อมีการเล็กผ่านช่องมองภาพ
Text Input
เป็นฟังก์ชั่นที่มีเฉพาะใน D60 คือสามารถบันทึกตัวหนังสือลงไปในข้อมูลของภาพได้ เช่น “Europe Trip” โดยจะถูกบันทึกในส่วน EXIF Information ไม่ได้แสดงบนภาพโดยตรง แต่สามารถแสดงในโปรแกรมจัดการภาพทั่วไปได้ และใช้ค้นหาภาพจาก keyword ได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ ฟังก์ชั่นนี้อาจไม่มีความจำเป็นมากนัก ขึ้นอยู่กับความต้องการผู้ใช้งาน
DOF Preview
Canon 450 สามารถแสดงตัวอย่างระยะชัดตื้น-ชัดลึกก่อนถ่ายภาพได้ ซึ่ง D60 ไม่รองรับ ฟังก์ชั่นนี้อาจมีความจำเป็นบ้างหากมีการใช้งานแมนนวลมากๆ และต้องการควบคุมระยะชัดตื้น-ชัดลึกของภาพอย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้จำเป็นถึงขึ้นขาดไม่ได้เพราะในกล้องดิจิตอล เราสามารถดูภาพที่ถ่ายได้ทันที หากเราเช็คและพบกว่าระยะไม่ได้ตามต้องการก็ปรับตั้งรูรับแสงและถ่ายใหม่ได้
LCD Live View
Canon 450D มีการเพิ่ม Live View เข้ามาเหมือนกับ 40D รุ่นพี่ ส่วน Nikon D60 ยังไม่สามารถมองภาพก่อนถ่ายได้ ซึ่งเป็นจุดต่างที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้เคยชินกับระบบออโต้โฟกัสของกล้องคอมแพค ต้องทราบว่าระบบออโต้โฟกัสขณะอยู่ในโหมด Live View ในกล้อง D-SLR ของ 450D มีความแตกต่างจากกล้องคอมแพคทั่วไป เพราะขณะจับโฟกัสจะต้องมีการยกกระจกลงในกล้องทำให้ภาพบน LCD หายไปครู่หนึ่ง อธิบายไปอาจจะงงถ้าไม่เคยมีประสบการณ์ใช้ SLR มาก่อน โดยสรุป สำหรับผมคิดว่าระบบ Live View ของ D-SLR หรือของ 450D นี้เหมาะกับการใช้งานที่ต้องถ่ายภาพจากมุมที่ไม่สะดวกสำหรับการใช้ตามองผ่านช่องมองเท่านั้น เช่น ยกกล้องสูงและก้มลง (ถ่ายแบบไทยมุง) และไม่ค่อยสะดวกถ้าจะใช้ถ่ายภาพในมุมปกติ
Orientation Sensor
เป็นเรื่องเล็กๆ ที่กล้องคอมแพคทั่วไปก็มี ทั้ง 450D และ D60 ก็ไม่พลาดที่จะใส่มา ประโยชน์โดยปกติก็คือกล้องจะบันทึกข้อมูลแนวการถ่าย (ตั้ง-นอน) ไว้ในภาพ และเมื่ออยู่ในโหมด preview กล้องจะทำการหมุนภาพให้อัตโนมัติ ไม่ต้องเอียงคอดู หรือหมุนกล้องดู แต่ใน D60 มีการพัฒนาไปมากกว่านั้น คือ Orientation Sensor จะทำหน้าที่ในโหมดถ่ายภาพได้ด้วย โดยทำการหมุนหน้าจอแสดงผลไปตามทิศการการถือกล้อง ทำให้เวลาถ่ายภาพแนวตั้ง ไม่ต้องเอียงคอดู
Battery Grip
450D มีข้อได้เปรียบในเรื่องของอุปกรณ์เสริมที่มีกริป (Battery Grip) มาให้ใช้งานในรุ่น BG-E5 โดยเป็นอุปกรณ์เสริม (ซื้อต่างหาก) เพื่อให้จับถนัดมือขึ้น ถ่ายแนวตั้งง่ายขึ้น และเพิ่มความจุแบตเตอรี่มากขึ้น ส่วน D60 ไม่สามารถเพิ่ม Battery Grip ได้ จุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้ ว่าต้องการเผื่ออนาคตหรือไม่
ขนาด น้ำหนัก และรูปร่าง
โครงสร้างของทั้งสองรุ่นมีความแข็งแรงพอกัน แต่ D60 ยังคงเด่นในเรื่องการประกอบและ body ภายนอกที่แข็งแรงและดูดีกว่า 450D ผิวของ D60 เป็นผิวหยาบเหมือนรุ่นอื่นๆ ส่วน 450D ก็ยังคงเป็นผิวเรียบเช่นเดิม ขนาดของทั้งสองไม่ต่างกันมาก 450D มีสูงและกว้างกว่า แต่ D60 หนากว่านิดหน่อย น้ำหนักเท่ากัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.zoomcamera.net
Tags: Lens, กระเป๋ากล้อง, กล้อง, กล้องดิจิตอล, กล้องถ่ายรูป, กล้องมือสอง, กล้องวงจรปิด, กล้องวีดีโอ, กล้องโลโม่, ราคากล้อง, ราคากล้องดิจิตอล, เลนส์
Posted by siriporn on Dec 22, 2008 in
Uncategorized
ไม่มีข้อจำกัดจริงๆ สำหรับเรื่องการถ่ายภาพ โดยเฉพาะในเรื่องอุปกรณ์การถ่ายภาพนั้น พัฒนาออกมาให้เราได้เสียเงินกันอยู่ร่ำไปสิน่า… ดูอย่างพวกกล้องในระดับ DSLR กล้องพวกนั้นไม่ต้องพูดถึง มีของให้เราต้องซื้อหาจับจ่ายกันอยู่ตลอด ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรือไม่มีเงินก็ตาม ฮ่า ฮ่า …. และอย่าว่าแต่กล้องในระดับ DSLR เลยครับที่ต้องเสียเงินบ่อยๆ กล้องที่บอกว่าสำเร็จรูปมาแล้วอย่างดิจิตอลคอมแพ็คต์นี่ก็ใช่ย่อยเหมือนกัน มีของมาให้เราได้ใช้ ได้ลองและยั่วกิเลสตลอดเวลาเช่นกัน
กล้องดิจิตอลคอมแพ็คต์นั้น มีข้อจำกัดการใช้งานตามสเป็กและราคาอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีกล้องดิจิตอลคอมแพ็คต์บางรุ่นบางชนิด อาทิ Fuji S6500fd กล้อง DSLR Like ที่ยังได้รับความนิยมอยู่ กล้องลักษณะหน้าตาแบบนี้ สามารถทะลุข้อจำกัดขีดความสามารถในเรื่องของช่วงเลนส์ได้ เพราะช่วงเลนส์เดิมๆ ที่มากับกล้องบางครั้งอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างสรรค์งานถ่ายภาพได้มากนัก ดังนั้นหลายๆ ค่ายจึงได้ผลิตเลนส์ตัวช่วย หรือที่เรียกกันว่า Conversion Lens ออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้กล้องดิจิตอลคอมแพ็คต์

Conversion Lens คืออะไร?
สำหรับกล้องดิจิตอลคอมแพ็คต์โดยส่วนใหญ่แล้ว มักมีช่วงเลนส์ที่จำกัด ถ้าเป็นกล้องเน้นซูมเยอะ ช่วง Wide หรือมุมกว้างก็จะขาด แต่ถ้าเป็นกล้องมุมกว้าง 28 ม.ม. ช่วงเทเลก็จะขาดหาย อันนี้เป็นธรรมชาติของการผลิตชิ้นเลนส์ให้กับกล้องเล็กๆ อยู่แล้ว แต่ก็มีกล้องบางตัวที่มีช่วงเลนส์ตั้งแต่ 28-300 ม.ม. อาทิ Fuji S6500FD แต่ก็มีกล้องอีกหลายๆ ตัวที่ไม่มีช่วงเลนส์ในลักษณะนี้ อาทิ กล้องตัวเล็กๆ อย่าง Canon ตระกูล A ซึ่งจะมีช่วงเลนส์ที่ประมาณ 35-140 ม.ม. หรือมากกว่านั้น ซึ่งช่วงเลนส์ขนาดนี้ บางท่านที่ใช้กล้อง ใช้ไปใช้มาแล้วรู้สึกว่าเหมือนถูกตีกรอบ เพราะช่วงเลนส์ไม่พอ จะถ่ายภาพมุมกว้างเก็บภูเขาทะเลกว้างๆ ก็ไม่สะใจ จะถ่ายในระยะซูมเทเลก็ไม่สุดๆ หรือแม้แต่จะถ่ายภาพดอกไม้มาโครก็ขยายได้ไม่ดั่งใจ และจุดนี้เองที่ทำให้มีค่ายผลิตอุปกรณ์เสริมประสิทธิภาพนั่นคือ Conversion Lens ซึ่งมีลักษณะเป็นเลนส์ที่มาครอบไว้หน้าเลนส์ของกล้องอีกที โดยมีเลนส์เสริมนี้อยู่ 3 ประเภทด้วยกัน ไปดูแต่ละแบบเลยดีกว่าว่าแบบไหนเหมาะกับกล้องที่คุณมี

Tele Conversion Lens
เลนส์เพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพระยะซูมเทเล และมีการรับภาพที่แคบลงแต่ซูมได้ไกลขึ้น เหมาะมากสำหรับกล้องที่มีระยะซูมน้อยหรือที่เรียกว่าซูมแบบออปติคัลได้น้อย ช่วงซูมสุดไปจบแค่ 140 ม.ม. เจ้า Tele Conversion Lens ตัวนี้จะไปช่วยเพิ่มระยะการซูมให้คุณขึ้นไปอีกนิดหน่อย

Macro Conversion Lens
เลนส์เพิ่มประสิทธิภาพอัตราการขยาย ตัวเลนส์แบบนี้เป็นเหมือนแว่นขยายดีๆ นี่เอง เมื่อสวมเข้าที่หน้าเลนส์แล้วจะทำให้คุณได้อัตราขยายให้มากขึ้น จึงทำให้การถ่ายภาพมาโคร หรือภาพวัตถุชิ้นเล็กๆ ได้ดีขึ้น เหมาะมากสำหรับกล้องที่มีช่วงเลนส์มาโครที่โฟกัสใกล้สุดไม่ถึง 1 เซนติเมตร
นั่นคือ Conversion Lens 3 แบบ ที่มีให้คุณเลือกใช้ในท้องตลาด สำหรับคุณภาพของภาพที่ได้จากเลนส์ตัวเสริมพวกนี้นั้น ต้องบอกก่อนว่าอย่าไปคาดหวังอะไรมากมาย เพราะเลนส์เหล่านี้ถ้าจะเอาคุณภาพยอดเยี่ยมจริงๆ ราคาค่าตัวก็ไม่ถูกนัก สำหรับกล้องบางรุ่นบางชนิดนั้น อาทิ Canon ตระกูล A ทั้งหลาย หรือเป็นกล้องคอมแพ็คต์ตัวเล็ก คุณอาจต้องพึ่งพา Adapter Tube ซึ่งจะเป็นลักษณะท่อกลวงไม่มีชิ้นเลนส์ นำมาใส่เพื่อทำให้สามารถติดตั้ง Conversion Lens ได้นั่นเอง การเลือกซื้อ Conversion Lens นั้นผมแนะนำว่าควรจะนำกล้องที่คุณมีอยู่และต้องการต่อเลนส์เอาไปลองที่ร้านด้วย สำหรับยี่ห้อของ Conversion Lens ก็มีทั้งที่เป็นยี่ห้อกล้องเอง และยี่ห้อของผู้ผลิตอิสระ อาทิ Digitex หรือ Kenko ซึ่งจะมีราคาที่ไม่ค่อยแพงมากนัก แต่นั่นก็แลกมากับคุณภาพอีกเช่นกัน ซึ่งถ้าคุณบอกว่ารักและชอบกล้องตัวนั้นๆ ที่คุณมี ผมก็แนะนำว่าลองสั่งซื้อจากค่ายกล้องเลย ซึ่งจะมีการใช้ชิ้นเลนส์และการโค้ทผิวเลนส์ที่ดีกว่า แน่นอนคุณภาพของภาพที่ได้ดีกว่า และแพงกว่า
สำหรับตัวเลขบน Conversion Lens ที่เขียนไว้ว่า x0.5 หรือ x2 พวกนี้ คือตัวเลขที่เมื่อนำไปคูณกับค่าทางยาวโฟกัสในกล้องของเราแล้วจะได้ทางยาวโฟกัสใหม่เมื่อใส่ Conversion Lens ลงไป ยกตัวอย่าง 35-140 ม.ม. เมื่อใส่ Wide Conversion Lens ที่มีเลขตัวคูณที่ x0.5 ก็จะได้ค่าทางยาวโดยประมาณ 18-70 ม.ม. หรือถ้าเราใส่ Tele Conversion Lens ที่มีตัวเลขคูณ x2 ก็จะได้ค่าทางยาวจาก 35-140 ม.ม. เป็น 70-280 ม.ม. นั่นเอง

การถ่ายภาพโดยใช้ Conversion Lens
การใช้ Conversion Lens นั้นจริงๆ แล้วไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่เมื่อไหร่ที่เราใส่ตัว Conversion Lens ลงไปในกล้องแล้ว ระยะโฟกัสอาจมีการคราดเล็กน้อย รวมถึงการที่ต้องมีการสูญเสียแสงไปเยอะ จึงทำให้สปีดชัตเตอร์ต่ำและอาจทำให้ภาพที่ได้เบลอไปก็มี ฉะนั้นแนะนำว่าการใช้เลนส์เสริมเหล่านี้ ควรใช้ในสภาวะแสงจัดจ้า ถ่ายภาพกลางแจ้ง จึงจะเห็นผลดีเยี่ยม และสิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือ ขาตั้งกล้องนั่นเอง สิ่งที่คุณต้องทำใจไว้ก่อนหน้าที่จะถ่ายภาพนั่นคือเรื่องของขอบภาพที่บางครั้ง อาจติดขอบมืด หรือขอบภาพเบลอ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา รวมถึงการใช้แฟลชบนหัวกล้องที่อาจจะติดเงาของ Conversion Lens เป็นเงาดำในภาพด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.yarisme.com/blog.php?u=kongto
Tags: Lens, กระเป๋ากล้อง, กล้อง, กล้องดิจิตอล, กล้องถ่ายรูป, กล้องมือสอง, กล้องวงจรปิด, กล้องวีดีโอ, กล้องโลโม่, ราคากล้อง, ราคากล้องดิจิตอล, เลนส์
Posted by siriporn on Dec 4, 2008 in
Uncategorized
Photo Fair 2008
พร้อม 100% แล้วสำหรับสุดยอดงานแสดง
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการถ่ายภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

สมาคมธุรกิจการถ่ายภาพแถลงความพร้อมการจัดงานโฟโต้แฟร์ 2008 ครั้งที่ 19
ระหว่างวันที่ 3 – 7 ธันวาคม 2551 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค
พบกับกิจกรรมมากมาย
นายสวัสดิ์ ปฏิภาณประเสริฐ นายกสมาคมธุรกิจการถ่ายภาพ แถลงข่าวสินค้าไฮไลท์การจัดงานโฟโต้แฟร์ 2008 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551
กล่าวถึงความพร้อมในการการจัดงานในทุกด้าน บริษัท ห้าง ร้าน ให้การสนับสนุนพื้นที่จำหน่ายหมด 100 % เตรียมจัดกิจกรรมรองรับ คนรักการถ่ายภาพอยากมากมาย โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ห้างร้าน ผู้ประกอบธุรกิจการถ่ายภาพ ร่วมสนับสนุนกิจกรรม อาทิ นิทรรศการภาพถ่ายโครงการพระราชดำริ นิทรรศการภาพถ่ายการกุศลร่วมใจเพื่อเพื่อนยามยาก นิทรรศการศิลปินนักถ่ายภาพไทย นิทรรศการภาพถ่าย Colour Imaging นิทรรศการภาพถ่าย Ladakh เสน่ห์แดนขอบหลังคาโลก
กิจกรรมประกวดถ่ายภาพในงานสีสัน Photo Fair 2008 กิจกรรมประกวดภาพถ่ายความสุขยกก๊วนกับ KTC กิจกรรมพิเศษที่สร้างสีสันจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนมากมาย
เที่ยวงาน Photo Fair 2008 ลุ้นรางวัล HONDA CITY ตัวใหม่ พิเศษสุด ๆ ครั้งแรกของวงการการถ่ายภาพ ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ชมและถ่ายภาพมุมสูงบริเวณปากอ่าวไทยเส้นทาง ไบเทค – เมืองโบราณ- บางปู- ปากอ่าวไทย –สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม- ไบเทค
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.photofairthailand.com
Tags: กระเป๋ากล้อง, กล้อง, กล้องดิจิตอล, กล้องถ่ายรูป, กล้องมือสอง, กล้องวงจรปิด, กล้องวีดีโอ, กล้องโลโม่, ราคากล้อง, ราคากล้องดิจิตอล